วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ภูมิปัญาจังหวัดน่าน

ภูมิปัญญาจังหวัดน่าน



   -  ผ้าทอลายน้ำไหล 

ผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อ จังหวัดน่าน เมืองเก่า ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมโบราณของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสันนิฐานว่าการออกแบบลายผ้าทอชาวไทลื้อ สืบเชื้อสายมาจากชาวไทลื้อในดินแดนสิบสองปันนา ประเทศจีน อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2379 โดยตั้งถิ่นฐานที่บ้านล้าหลวง อ.เชียงคำ จ.พะเยา และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน และบ้านดอนมูล อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยการนำของเจ้าหลวงเมืองล้า ชาวไทลื้อ มีภาษาพูด และประเพณีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และรักษาสืบทอดจนถึง  ปัจจุบันนี้ ประวัติดังกล่าวได้ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นฝีมือช่างสกุลลื้อ ที่ได้วาดลวดลายของผ้าซิ่นของผู้หญิงในรูปเป็นลายผ้าซิ่นทั้งหมดด้วยผ้าทอลายน้ำไหลที่ดัดแปลงมาจากผ้าลายชาวลื้อ สมัยแรกๆ นิยมใช้ไหมเงิน และไหมคำด้านลายผ้าตรงส่วนที่เป็นหยักของกระแสน้ำ จากนั้นใช้ลายมุกรูปสัตว์แทรกเพื่อแสดงว่าผู้คิดลายน้ำไหล ไม่ได้ลอกแบบของชาวลื้อมาทั้งหมด ผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อเริ่มทอกันครั้งแรกที่บ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นศิลปะการทอผ้าด้วยมือ 
       
       สาเหตุที่เรียกผ้าทอลายน้ำไหล เพราะลวดลายที่อออกมามีลักษณะเหมือนลายน้ำไหล จึงเรียกว่าผ้าลายน้ำไหล แต่ปัจจุบันได้คิดพลิกแพลงลวดลายต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย และได้ขยายพื้นที่การทอผ้
าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงเรียกชื่อเดิมว่าผ้าลายน้ำไหล ผ้าทอลายน้ำไหลจังหวัดน่าน ปัจจุบันมีการทอลวดลายต่างๆ มากมาย เช่น ลายน้ำไหล มีลักษณะเป็นคลื่นเหมือนขั้นบันไดมองดูเหมือนสายน้ำกำลังไหลเป็นทางยาว นับว่าเป็นลายต้นแบบ และดั้งเดิม จึงเรียกลายน้ำไหล   นอกจากนี้ ลายจรวด เป็นการเพิ่มหยักในลายน้ำไหลเป็นลายที่มีลักษณะคล้ายจรวดกำลังพุ่ง หรือตอปิโด ลายดอกไม้หรือลายแมงมุม เมื่อนำผ้าลายน้ำไหลมาต่อกันมีจุดช่องว่างตรงกลางเติมเส้นลายขาเล็กๆ แยกออกรอบตัว มองดูคล้ายดอกไม้หรือแมงมุม เรียกว่าลายดอกไม้หรือ ลายแมงมุม ลายปลาหมึก มีลักษณะลวดลายคล้ายแมงมุม แต่ทิ้งหางยาวกว่าลายแมงมุม ลายเล็บมือนาง คือ การนำลายน้ำไหลมาหักมุมให้ทู่ และทอสอดสีด้ายให้เลี่ยมเป็นชั้นๆ ลายธาตุ เป็นลวดลายที่ประยุกต์ขึ้นมาตามลักษณะคล้ายเจดีย์เป็นชั้นๆ ยอดเจดีย์ปลายแหลม ลายกาบ ลักษณะใช้เส้นฝ้ายหลายสีทอซ้อนกันหลายชั้นเป็นกาบ ลายใบมีด มีลักษณะการสอดสีด้ายหลายๆ สีในผืนผ้าดูลักษณะเหมือนใบมีดโกนบางๆ สบับสีหลายสีในผืนผ้า สำหรับลายลายน้ำไหลเป็นลายที่มีความนิยม และมียอดจำหน่ายมากที่สุด และนอกจากนี้ ยังมีลายแมงมุมสลับกับลายน้ำไหลเพื่อเพิ่มความสวยงาม
    







   - เครื่องเงิน 

ในอดีตเจ้าเมืองทางเหนือนิยมใช้ภาชนะเครื่องเงิน มีการส่งส่วยส่งอากรเป็นเครื่องเงินต่างๆถวายแด่เจ้าเมือง และหัตถกรรมเครื่องเงินจากเมืองน่าน ก็เป็นแหล่งเครื่องเงินที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของภาคเหนือ และมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่แพ้ที่ใด ความพิเศษของเครื่องเงินเมืองน่านคือ การผลิตที่มาจากเม็ดเงินแท้ 96-100% คือ มีสิ่งผสมปลอมปนน้อยมากจนถึงไม่มี ซึ่งทำให้ได้เครื่องเงินที่มีความอ่อนตัวกว่าที่อื่น





   - ผลิตภัณฑ์จักสานจากหญ้าสามเหลี่ยม อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน 

การจักสานหญ้าสามเหลี่ยมของบ้านห่างทางหลวง เป็นสิ่งที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จะนานเท่าใดในประวัติไม่มีการจดบันทึกไว้ เดิมทีที่มีการจักสานสืบต่อกันมา เป็นการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เพื่อใช้ในการยังชีพ เช่น กระบุง กระติ๊บข้าว เสื่อ กระด้ง หวดนึ่งข้าว ข้อง ไซ เป็นต้น




   

   - อุช้างโขลง

จริงแล้วการทำเหล้าอุมีมานานแล้ว โดยนิยมทำในช่วงหน้าหนาว แต่จะเป็นลักษณะทำไว้กินเอง และก็เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรมต่างๆ  ปัจจุบันมีจำหน่ายและหาซื้อได้ทั่วไป 





   -เกลือสินเธาว์ 

บ่อเกลือ ตั้งอยู่ในอำเภอบ่อเกลือ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน เดิมเรียกว่า "เมืองบ่อ" ซึ่งหมายถึง เมืองที่มีบ่อเกลือสินเธาว์ ที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งเดิมมีอยู่ในจำนวน 7 บ่อ คือ บ่อหลวง บ่อหยวก บ่อเวร บ่อน่าน บ่อกิน บ่อแคะ และบ่อเจ้า 
   บ่อเกลือมีอยู่สองบ่อ คือ บ่อเกลือเหนือ และ บ่อเกลือใต้ โดยบ่อเกลือเหนือมีขนาดใหญ่ มีโรงต้มเกลืออยู่หลายโรง ส่วนบ่อเกลือใต้ มีโรงต้มเกลือน้อยกว่า ทั้งสองบ่อชาวบ้านยังใช้วิธีการต้มเกลือแบบโบราณในโรงเกลือที่ปิดมิดชิด ภายในมีเตาขนาดใหญ่ขึ้นรูปจากดินเหนียวสำหรับวางกะทะใบเขื่อง หรือกระทะแขวนตะกร้าไม้ไผ่สานใบเล็กๆ เพื่อใช้สำหรับบ่อเกลือ ชาวบ้านที่บ้านบ่อหลวง ทำการต้มเกลือสินเธาว์มาตั้งแต่โบราณหลายร้อยปีมาแล้ว จากหลักฐานทางธรณีวิทยาระบุว่า เมื่อหลายแสนปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นทะเล







ประวัติชาติพันธุ์บ่อเกลือ   จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านที่จดจำจาก "ปั๊บปิน" เป็นเอกสารใบลานซึ่งเขียนเป็นอักษรธรรมล้านนาไว้และได้สูญหายไปจากวัดบ่อหลวงราว 40-70 ปี มาแล้ว แต่มีผู้จดจำเรื่องราวในเอกสารนั้นเป็นอย่างดีคือ อดีตกำนันนนท์ถี เขื่อนเมือง และเป็นผู้เดียวที่จดจำเรื่องราวเหล่านี้ได้
   บรรพบุรุษเล่าว่า...เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากมองโกเลียออกมาทางแม่น้ำเหลืองทางหัวพันห้าทั้งหก เมื่อล่องแม่น้ำโขงมาถึงลาว จึงมาหยุดอยู่ที่เมืองหลวงน้ำทาแต่พวกลาวไม่ให้อยู่ จึงข้ามมาอยู่ที่เชียงแสนเจ้าหลวงภูคาจึงไปบอกให้มาหักล้างถางพงอยู่บริเวณนี้มีแม่น้ำลำธารดี ให้มาทำเกลือโดยที่เจ้าหลวงภูคาไปขอเจ้าหลวงน่าน เ้จ้าหลวงน่านไปขอพญาเม็งรายเพื่อขอคนเชียงแสนที่อพยพให้มาอยู่ที่นี่ ราว พ.ศ.2323-2327 ในสมัยล้านนาเป็นเมืองขึ้นพม่า

   - เรือจังหวัดน่าน

เอกลักษณ์ของเรือจังหวัดน่าน เรือแข่งจังหวัดน่านมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสวยงาม เป็นเรือขุดแบบชะล่า หัวเรือจะแกะสลักเป็นรูปพญานาค อ้าปาก ชูคอ อวดเขี้ยวโง้งงอ สง่างาม  
หางเรือแกะสลักเป็นรูปหางพญานาค งอนสูง ลำตัวเรือทาสีสวยสด  และมีลวดลายที่สวยงาม  





   - ชาสมุนไพรจากธรรมชาติ (Natural Herbal Tea)

 ชาสมุนไพรผลิตโดยชาวบ้านในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ผลิตจากพืชสมุนไพรที่ปราศจากสารเคมีและยาปราบ ศัตรูพืช กรรมวิธีการผลิตสะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่ ตะไคร้ มะระขี้นก หม่อน มะขามป้อม มินต์ เตย คำฝอยกระเจี๊ยบ ฟ้าทะลายโจร เก๊กฮวย มะตูม ขิง หญ้าหนวดแมว และบัวบก เป็นต้น โดยสมุนไพรแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณที่ แตกต่างกัน เช่น





    -  ลูกตาวในน้ำเชื่อม 

 อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ตาวเป็นพืชตระกูลปาล์ม เช่นเดียวกับมะพร้าวและตาล เป็นไม้ป่าที่ชื้นในป่าดิบชื้น โดยชาวบ้านในพื้นที่จะเก็บผลผลิตคัดเลือก และ ทำความสะอาด แล้วจึงส่งไปบรรจุขวดที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์ article

วิหารจัตุรมุข วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
วิหารจัตุรมุข วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
จิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
จิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ จังหวัดน่านจิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
วัดภูมินทร์วัดภูมินทร์ อยู่ใกล้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านเป็นวัดที่มีลักษณะแปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหาร สร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทั่งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือช่างเมืองน่าน นอกจากนี้ฝาผนังแสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุดสมัยที่ผ่านมาความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ คือ เป็นพระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจัตุรมุข (กรมศิลปากร ได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) นาคสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว ตรงใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตู ทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่องชาดก ตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีตประวัติของวัด
ตามพงศาวดารเมืองน่าน วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ หลังจากที่พระองค์ทรงครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่า เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้างแต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2410 หลังจากที่สร้างมา 271 ปี โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน โปรดให้ซ่อมแซมครั้งใหญ่แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2418 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ ภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนาแต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น
สิ่งน่าสนใจ
วิหารจัตุรมุข เป็นงานสถาปัตยกรรมล้านนาแบบพิเศษ ที่มีความงดงามอยู่อย่างลงตัว โดยนำโบสถ์และวิหารมาสร้างรวมเข้าเป็นอาคารเดียวกัน รูปจัตุรมุข มีบันได และประตูออกทั้งสี่ทิศ ที่ราวบันไดเป็นปูนปั้นรูปพญานาค หันเศียรนาคขึ้นสู่เบื้องบน ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน บ่ายพระพักตร์สู่ประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ เบื้องหลังพระปฤษฎางค์เป็นฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง
จิตรกรรมฝาผนัง  ภาพวาดปรากฏอยู่บนผนังด้านในวิหารจัตุรมุขทั้งสี่ด้าน ผนังด้านทิศเหนือ ตะวันออก และใต้ เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัย มีพระสาวกนั่งข้างละสององค์ สันนิษฐานว่าคงเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา และต่ำลงมาได้เขียนเป็นภาพขนาดเล็กเล่าเรื่อง “คันธกุมารชาดก”ต่อเนื่องกันตลอดทั้งสามด้าน ส่วนผนังด้านทิศตะวันตก ตอนบนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานในปางไสยาสน์ มีพระสาวกแสดงอาการเศร้าโศกอยู่สี่องค์ ตอนล่างลงมาเป็นภาพเล่าเรื่อง “พระเตมีราชชาดก” นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษคือ ภาพเหมือนบุคคลและภาพวิถีชีวิตชาวน่านในอดีต ที่น่าสนใจ ได้แก่1. ภาพบริเวณยอดเสาซ้ายมือของประตูด้านทิศตะวันออก นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพเหมือนของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้
2. ภาพผนังขวามือของประตูทางทิศเหนือ เป็นภาพชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนหยอกเย้า เกี้ยวพาราสีกัน แสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และการแต่งกายในอดีต สังเกตว่าช่างได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงบนใบหน้าคนในภาพอยู่างเต็มที่ ซึ่งต่างกับงานจิตรกรรมฝาผนังในภาคกลางอยู่างสิ้นเชิง เป็นภาพที่มีชื่อเสียงและงดงามมาก พลาดชมไม่ได้
3. ภาพที่ยอดเสาขวามือของประตูด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายวัยกลางคนมีเคราดก ใบหน้าคล้ายชาวตะวันตก สวมเสื้อสีแดง สวมหมวก และสะพายย่าม สันนิษฐานว่าเป็นมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนา
4. ภาพบนผนังซ้ายมือของประตูด้านทิศตะวันตก เป็นรูปชายหนู่มหญิงสาวกำลังเกี้ยวพาราสีกัน ชายเปลือยอก เห็นรอยสักเต็มไปทั้งแขน ไหล่ หน้าอก พุง และหน้าขา เป็นการสักตามสมัยนิยม อันเป็นที่มาของการเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลาวพุงดำ” ตำแหน่งของภาพจงใจเขียนให้อยู่ข้างหลังประตู และเขียนอยู่างประณีตมาก น่าจะเป็นภาพเหมือนของช่างวาดเอง ภาพนี้จัดเป็นภาพชิ้นเยี่ยม
5. ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อ พ่อแม่ จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำ ไปป่องกั๋น” หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน การค้าขายแลกเปลี่ยนในชุมชน6. ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศรีษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง

7. ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง นอกชานมีเรือนเล็กๆตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า “ร้านน้ำ” ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจวหรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน
8. ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่านช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้นที่ตั้ง ในตัวเมือง ต. ในเวียง อ. เมือง ใกล้ภิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดน่าน

ประเพณีตานก๋วยสลาก

ประเพณีตานก๋วยสลาก

ประเพณีตานก๋วยสลาก
 เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นคุณปู่-ย่า
/ตา-ยาย/พ่อ-แม่ และลูกหลานในปัจจุบัน เรื่องมีอยู่ว่ามีนางยักษิณีตนหนึ่งมักจะเบียดเบียน ผู้คนอยู่เสมอ
ครั้นได้ฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว นางก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธานิสัยใจคอที่โหดร้ายก็กลับเป็นผู้เอื้ออารี
แก่คนทั่วไปจนผู้คนต่างพากันซาบซึ้งในมิตรไมตรีของนางยักษิณีตนนั้น ถึงกับนำสิ่งของมาแบ่งปันให้
แต่เนื่องจากสิ่งของที่ได้รับมีจำนวนมาก นางยักษิณีจึงนำสิ่งของเหล่านั้นมาทำเป็นสลากภัต แล้วให้พระสงฆ์
/สามเณร จับสลากด้วยหลักอุปโลกนกรรม คือสิ่งของที่ถวาย มีทั้งของของมีราคามากและมีราคาน้อยแตกต่างกันไป
ตามแต่โชคของผู้ได้รับ การถวายแบบจับสลากของนางยักษิณีจึงนับเป็นครั้งแรกของประเพณีทำบุญสลากภัตในพุทธศาสนา

[ตานก๋วยสลาก/ตานสลาก/ กิ๋นข้าวสลาก/กิ๋นก๋วยสลากหรือกิ๋นสลาก] ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาของชาวถิ่นล้านนา
ที่มักมีการเรียกขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น แต่ความหมายนั้นเหมือนกันโดยหลักการอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง
ในเรื่องของรายละเอียดถ้าเป็นภาษาไทยกลางเรียกว่า "สลากภัต" ประเพณี "ตานก๋วยสลาก" หรือ "สลากภัต" 
ของชาวล้านนานิยมปฏิบัติกันตั้งแต่เดือน ๑๒ เหนือถึงเดือนยี่เหนือหรือตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี
สาเหตุที่ถือปฏิบัติกันเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้ทำนากันเสร็จแล้ว หยุดพักผ่อน
พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่วัดไม่ได้ไปไหนและบวกกับในช่วงเวลานี้ก็มีผลไม้สุก เช่น ลำไย มะไฟ สมโอ
เป็นต้นเมื่อต้นข้าวในนาเริ่มเขียวขจีชาวนาที่มีฐานะไม่ค่อยดีการดำรงชีวิตก็เริ่มขัดสนเมื่อข้าวในยุ้งก็หมดก่อนฤดูกาล
เก็บเกี่ยวจะมาถึง ดังนั้นการตานก๋วยสลากในช่วงนี้จึงเท่ากับว่าได้สงเคราะห์คนยากคนจนเป็นสังฆทานได้กุศลแรง

ก่อนจะถึงวันตานก๋วยสลาก 1 วันเขาเรียก "วันดา" หรือ "วันสุกดิบ"วันนี้จะเป็นวันที่ชาวบ้านได้จัดเตรียมข้าวของ
ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ต่างๆ สำหรับที่จะนำมาจัดดาใส่ก๋วยสลากและวันนี้มักจะมีญาติสนิทมิตรสหาย
ที่อยู่ต่างบ้านมาร่วมจัดดาสลากด้วย ซึ่งถือเป็นประเพณีที่จะได้ทำบุญร่วมกันผู้ชายจะเป็นคนสานก๋วยสลาก (ตะกร้า)
สำหรับที่จะบรรจุใส่ของกินของใช้ต่างๆก๋วยจะกรุด้วยใบตอง/หรือตองจี๋กุ๊กเมื่อรวบปากก๋วยมัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ก็จะมีไม้ไผ่เหลาเป็นก้านเล็กๆ สำหรับเสียบสตางค์/กล่องไม้ขีดไฟ/บุหรี่ เพื่อทำเป็นยอดก๋วยสลากจะมากน้อยบ้าง
ตามแก่กำลังศรัทธาและฐานะ

ก๋วยสลากจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ
 
๑. ก๋วยน้อย

เป็นก๋วยสลากสำหรับที่จะถวายทานไปให้กับผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งไม่เพียงแต่ญาติน้องเท่านั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิท
มิตรสหายก็ได้ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เราเคยรักและมีคุณต่อเราเมื่อครั้งยังมีชีวิตเช่น ช้าง ม้า วัว ควายและสุนัข เป็นต้น
หรือถ้าไม่รู้ว่าจะถวายทานไปให้ใครก็ถวายทานเอาไว้ภายหน้า
 
๒. ก๋วยใหญ่

เป็นก๋วยที่จัดทำขึ้นใหญ่เป็นพิเศษซึ่งจะบรรจุข้าวของได้มากขึ้น ถวายเป็นมหากุศลสำหรับคนที่มีกำลังศรัทธา
และฐานะดี เป็นปัจจัยนับว่าได้กุศลแรง

สลากที่มักจัดทำขึ้นเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ " สลากโชค" มักจะเป็นสลากของผู้ที่มีฐานะดีระดับเศรษฐี (บางคน)
ที่ต้องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล
ไปให้กับบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับอันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณคน
 
" สลากโชค"

 มักทำเป็นต้นสลากที่สูงใหญ่สำหรับที่จะนำเอาวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆผูกมัดติดกับต้นสลากเช่น ผ้าห่ม
ที่นอน หมอน หม้อนึ่ง ไหข้าว หม้อแกง ถ้วย ชาม ช้อน ร่ม เครื่องนุ่งห่ม อาหาร แห้งต่างๆ และเงินที่เป็นธนบัตรชนิดต่างๆ
ต้นสลากจะมีการประดับตกแต่งให้สวยงามกว่าสลากธรรมดา
ก่อนที่จะนำเอาก๋วยสลากไปรวมกันที่วัด ต้องเขียนเส้นสลากเสียก่อน ตัวอย่างเช่น "ศรัทธาหมายมีนายอดุมทรัพย์
นางสำรวย ถวายตานไปหาพ่ออุ้ยทองแม่อุ้ยคำ ผู้ล่วงลับ ขอหื้อไปรอด ไปเถิงจิ่มเต่อ" เป็นต้น
ในสมัยก่อนนั้นจะนำเอาใบลานมาทำเป็นเส้นสลาก แต่ปัจจุบันจะเขียนลงบนแผ่นกระดาษ เมื่อนำเอาก๋วยสลากไปรวมกัน
ไว้ที่วัดแล้วเส้นสลากก็จะถูกนำไปกองรวมกัน ไว้ในวิหารหน้าพระประธานเมื่อเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้วเส้นสลากจะถูกนำมา
แบ่งสันปันส่วนกันไปในหมู่ของพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มาจากวัดต่างๆ รูปละ ๕ เส้น ๑๐ เส้นบ้างแล้วแต่กรณี
ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้วัดที่เป็นเจ้าภาพก่อนจะถึงเวลาเพล พระสงฆ์ก็จะนำเอาเส้นสลากไปอ่าน
โดยเริ่มจากเจ้าอาวาสก่อนจะมีการเรียกชื่อหาเจ้าของสลากนั้นๆ ว่านั่งอยู่ที่ใด เมื่อพบแล้วจะมีการให้ศีล
ให้พรมีการหยาดน้ำอุทิศ ส่วนบุญกุศลไปให้กับผู้ที่ล่วงลับเป็นเสร็จพิธี

ประวัติเรือแข่งและตำนานเรือแข่งเมืองน่าน

ประวัติเรือแข่งและตำนานเรือแข่งเมืองน่าน 

เรือแข่งเมืองน่านในอดีต

แม่น้ำน่าน เปรียบเสมือนสายใยแห่งชีวิตของคนน่าน มีความสำคัญต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนน่านมาตั้งแต่อดีต ผู้คนได้ใช้ประโยชน์มากมาย เป็นน้ำกิน น้ำใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพ กสิกรรม เกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ทำสวน คมนาคมสัญจรไปมาหาสู่กัน เรือจึงเป็นพาหนะที่ชาวน่านและเจ้าผู้ครองนครใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กัน และเชื่อมสัมพันธไมตรีกับหัวเมืองต่างๆ เริ่มปรากฎหลักฐานในประวัติศาสตร์เมืองน่านเมื่อ พ.ศ. 1902 พระยาการเมือง เจ้าเมืองวรนคร(เมืองปัว) ได้ใช้เรืออพยพขนย้ายผู้คนล่องลงมาตามลำน้ำน่าน เพื่อสร้างเมืองใหม่ที่เมืองภูเพียงแช่แห้ง (บริเวณวัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง ในปัจจุบัน)

ชาวเมืองน่านมีความผูกพันกับ "พญานาค" โดยมีความเชื่อว่าพญานาคจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอาราม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะ จึงขุดเรือยาวและตกแต่งหัวเรือและหางเรือตลอดจนลำเรือใ้ห้มีลักษณะคล้ายพญานาค ปีไหนมีภาวะแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล บรรพบุรุษชาวน่านก็จะนำเรือแข่งไปพายแข่งกัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับพญานาคกำลังเล่นน้ำเพื่อขอฝนและก็เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะว่าหลังจากนั้นฝนก็ตกลงมาจริงๆ

ประวัติของเรือแข่งไม่มีการบันทึกไว้ในพงศาวดาร และหลักฐานอื่น คงมีแต่ในรูปจิตรกรรมฝาผนังตามวัดซึ่งมีการเล่าลือกันมา โดยยึดถือเอาเรือท้ายหล้า เรือตาตอง เป็นปฐมบทของเรือแข่งของเมืองน่าน

จากเอกสารอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ที่ได้กล่าวถึง "นครน่าน" ซึ่งเป็นเมืองนครรัฐที่เมืองต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์ถึง 57 เมือง โดยมีเจ้าผู้ครองนครสืบราชวงศ์ติดต่อกันมาถึง 64 พระองค์ นับตั้งแต่งราชวงศ์ภูคา จนถึง ราชวงศ์เติ๋นมหาวงศ์ ต้นตระกูล ณ น่าน เป็นราชวงศ์สุดท้าย ไม่แน่ชัดว่าในสมัยเจ้าผู้ครองนครองค์ใดไม่ปรากฎนาม ได้มีพระบัญชาใหตัดต้นตะเคียนทองขนาดใหญ่ที่ป่าขุนสมุน (ป่าต้นน้ำ ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองน่านในปัจจุบัน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 กม.) ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ว่ากันว่าถึงขนาดตอของต้นตะเคียนนั้น สามารถวางโก๊ะข้าว (สำรับข้าวสำหรับคนเหนือ) ได้ถึง 100 สำรับ ขุดรากตัดแล้ว ประชาชนต่างก็ช่วยกันชักลากออกมาจากป่า

ด้วยความใหญ่โตของต้นตะเคียน ทำให้รอยลากไม้ไ้ด้กลายเป็นร่องน้ำของแม่น้ำสมุนในปัจจุบัน (น้ำสมุน : มีต้นกำเนิดในเทือกเขาดอยผาจิ อ.บ้านหลวง ไหลผ่าน ต.สะเนียน ต.ถือตอง ต.ไชยสถาน ต.ดู่ใต้ ลงสู่แม่น้ำน่านที่บ้านสมุน ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน)

เจ้าผู้ครองนคร ได้สั่งให้นำไม้ตะเคียนทองนั้น ผ่าครึ่งสร้างเป็นลำเรือได้ 2 ลำ คือ เรือท้ายหล้า และ เรือตาตอง ซึ่งคงจะตั้งตามตำหนิที่เกิดขึ้นในเรือ คือ เรือท้ายหล้า จะไม่มีหางเรือ (ด้วยไม่สามารถสร้างเสร็จได้ เนื่องจากมีผีเรือมาแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ จนไม่สามารถสร้างท้ายเรือได)้ ส่วนเรือ ตาตอง คงเป็นลักษณะของลูกตา ที่ทำมาจากทองเหลือง (คนในสมัยโบราณ เรียก "ทอง" ว่า "คำ" ส่วน "ตอง" ในที่นี้คือ "ทองเหลือง") เพื่อให้ประชาชนได้นำมาแข่งกันในช่วงน้ำลด สร้างความสนุกสนาน ความสามัคคีก่อนฤดูเก็บเกี่ยวจะมาถึง
ท้ายหล้า หมายยถึง เรือที่ท้ายเรือที่ยังทำไม่เสร็จ
ตาตอง หมายถึง เรือที่มีตาทำด้วยทองเหลืองหรืออีกความหมายหนึ่ง คือมีตาของไม้ที่นำมาขุดเรือเป็นสีทองเหลือง

โดยเรือท้ายหล้า และเรือตาตอง ถือเป็นต้นแบบของเรือแข่งเมืองน่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยเรือจะสร้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สวยงาม ลำเรือจะขุดจากต้นซุงทั้งต้น แบบเรือชะล่า รูปร่างเพรียว หัวเรือ เรียกว่า "หัวโอ้" และหางเรือ เรียกว่า "หางวรรณ" เป็นรูปลักษณ์คล้ายพญานาค โดยเชื่อกันว่า พญานาคเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล บังเกิดความสมบูรณ์แก่ผู้คนและไร่นา ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า บางปีเกิดอาเพท แห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประชาชนเมืองน่าน จะนำเรือมาพายในลำน้ำน่านเสมือนว่ามีพญานาคมาเล่นน้ำ เพื่อขอฝน ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า มีฝนตกลงมาทุกคราไป

หลังจากได้เรือท้ายหล้า และเรือตาตอง มาแล้ว ก็มีการป่าวประกาศให้ประชาชน ใช้เรือทั้งสองลำเป็นแบบในการสร้างเรือ เพื่อนำมาใช้ในการแข่งขัน โดยกำหนดว่าวัดใด หมู่บ้านใด จัดงาน "ตานก๋วยสลาก" หรือ งานถวายทานสลากภัต ก็จะให้มีการแข่งเรือทุกครั้ง

เพราะการแข่งเรือในอดีต จะแข่งกันหลังการทำบุญ "ตานก๋วยสลาก" ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวน่าน ถ้าวัดของหมู่บ้านใดที่มีเรือแข่งมีการจัดงานประเพณีตานก๋วยสลาก คณะศรัทธาหมู่บ้านต่างๆ ก็จะนำเรือแข่งบรรทุกก๋วยสลากพร้อมชาวบ้าน และพระภิกษุ สามเณร ที่รับกิจนิมนต์เดินทางไปยังวัดที่มีงานประเพณีตานก๋วยสลาก เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน อีกทั้งชุมชนหมู่บ้านก็ตั้งไม่ห่างไกลกันมาก และมักจะตั้งหมู่บ้านอยู่ติดกับลำน้ำน่าน ในขณะที่พายเรือไปก็จะตีฆ้อง กลอง ฉิ่งฉาบ ปานและ เป่าแน เป็นทำนองเพลงล่องน่าน และผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะลุกขึ้นฟ้อน ซึ่งเป็นที่มาของท่าฟ้อน "ล่องน่าน " ที่มีเอกลักษณ์รูปแบบการฟ้อนเฉพาะตัว เมื่อเสร็จพิธีก็จะนำเรือมาแข่งกันอย่างสนุกสาน จะไม่มีการปล่อยเรือ แต่ใช้การตั้งลำเรือเข้าหากัน เมื่อหัวตรงกัน ก็เริ่มแข่งได้ ไม่มีการแบ่งกระแสน้ำ นั่นหมายความว่า บรรพบุรุษของชาวน่าน ยึดมั่นในกฎ กติกา มารยาท ไม่มีการเอาเปรียบคู่ต่อสู้ โดยรางวัลที่ได้ก็เป็นเพียง เหล้าขาวใส่บั้งไม้ไผ่ ช่วงหลังๆ จะเป็นตะเกียงเจ้าพายุ พร้อมน้ำมันก๊าดปี๊บ ใครชนะก็ตีฆ้อง กลอง พับพาง บ้างก็ลุกขึ้นฟ้อนพายเรือกลับบ้านอย่างมีความสุข อาหารกลางวัน ก็จะใช้การ "ตกห่อข้าว" โดยบ้านที่มีงานตานก๋วยสลาก จะให้ห่อข้าวบ้านละ 1 ห่อ โดยใช้ข้าวเหนียว กับเนื้อย่าง น้ำพริก ห่อนึ่ง ใส่เข้าไป มอบให้ฝีพายเรือที่มาแข่งขัน ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการแข่งเรือเมืองน่านในอดีต


เรือท้ายหล้าและเรือตาตองนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีอิทธิฤิทธิ์และปาฏิหารย์ด้วยอำนาจของ "ผีเรือ" สำแดงเดชมากมาย เช่น หนีออกจาก "โฮงเฮีย" (โรงเรือ) ไปลอยเล่นในแม่น้ำน่านเองโดยไม่มีคนพาย ชาวบ้านต้องช่วยกันจับให้อยู่ เพื่อนำเรือท้ายหล้า เรือตาตองขึ้นฝั่ง จนหางหักหลุด สถานที่ชาวบ้านช่วยกันเอาเรือขึ้น ตรงนั้นเรียกติดปากกันว่า "ท่าน้าว" (ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านใน ต.ท่าน้าว กิ่ง อ.ภูเพียง คำว่า "น้าว" มีความหมายว่า ฉุด รั้ง ให้เข้ามา) จุดนี้นี่เอง ที่ทำให้หางเรือหักหลุดไปจนไม่มีหาง จึงเรียกว่า เรือท้ายหล้า ก็ได้

แต่แล้วในที่สุด เรือท้ายหล้า และเรือตาตอง ก็จมลงสู่วังน้ำวน ตรงปากสบสมุน คอยแสดงอิทธิฤทธิ์ รบกวนผู้คนที่อาศัยอยู่แถบนั้น ด้วยการ "ทักร้อง" เอาเครื่องบูชา สังเวย บางครั้ง ก็จะมาคอยปรากฎตัวให้ผู้คนรู้เห็น บางวันในวันโกนพระ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดแม่น้ำน่าน ก็จะได้ยินเสียงฆ้อง กอง ปาน (พับพาง) ดังแว่วมาแต่ไกล ต่างเชื่อว่าเป็นการออกเล่นของเรือท้ายหล้า ตาตองจนเป็นที่เลื่องลือ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ อาณาประชาราษฎร์มาก เพราะชาวน่านเอง มีความพยายามหลายครั้งในการที่จะนำอาจารย์ ผู้มีวิชา คาถาอาคมมาปราบผีเรือท้ายหล้า เรือตาตอง แต่ก็ไม่สำเร็จ สร้างความหวาดกลัวและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในอิทธิฤทธิ์ของเรือท้ายหล้า เรือตาตอง

ความเดือดร้อนของทวยราษฎร์ที่เกิดขึ้น ร้อนถึงวิญญาณของเจ้าหลวงปัว (เจ้าหลวงพญาผานอง) อดทรนทนไม่ไหว จึงได้แปลงร่างมาเป็นพระน้อย (สามเณร) ออกมาเดินถามชาวบ้านที่ทำสวนอยู่ใกล้ๆ กับปากสมุน ที่เรือท้ายหล้า เรือตาตองจมอยู่ สามเณรน้อยได้พูดคุยชาวบ้าน โดยถามว่า เรือท้ายหล้า เรือตาตอง มันอยู่ที่ไหน ชาวบ้านผู้นั้นชี้ให้ดูที่เรือท้ายหล้า เรือตาตอง จมอยู่

พระน้อย จึงได้ใช้กาบปลีเป็นพาหนะกระโดดลงสู่วังน้ำ้ แล้วก็มีการต่อสู้กันเป็นอลวน จนน้ำเป็นสีแดงคล้ายเลือดเต็มท้องน้ำ ผลปรากฎว่า เรือท้ายหล้า เรือตาตอง เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จนเชื่อกันว่า เรือท้ายหล้า ตาตอง หนีมาจมน้ำวัง ของแม่น้ำน่าน ชื่อ "วังคำ" (วังน้ำอยู่ใต้ลงไปของปากแหง แม่น้ำแหง : วังคำ ปัจจุบันอยู่ในทองถิ่นตำบลส้าน อ.เวียงสา จ.น่าน) วังคำเป็นชื่อของพญาวังคำเจ้าเมืองแหง ซึ่งเมืองแหงคือเมืองเก่าอยู่ในอำเภอนาน้อย และแม่น้ำสายสำคัญของอำเภอนาน้อย ก็คือ ลำน้ำแหง

การแข่งเรือประเพณีจังหวัดน่าน ปรากฎหลักฐานอ้างอิงได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 เมื่อครั้งกรมสมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้านายฝ่ายเหนือและข้าราชการประจำเมือง ได้จัดให้มีการแข่งเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ขณะเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือได้ลงไปฟ้อนในเรือลำที่ชนะเลิศด้วย
การแข่งเรือยาวเืมืองน่านในอดีต
พ.ศ. 2567 พระยาวรวิชัย วุฒิกร (เลื่อน สนธิรัตน์) ปลัดมณฑล ประจำจังหวัดน่าน ได้ริเริ่มให้มีการทอดกฐินสามัคคีขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกของจังหวัดน่าน ในงานนี้ได้จัดให้มีการแข่งเรือประเพณีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาทุกปี จนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2479 ภายหลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครถูกยุบไป ส่วนกลางได้ส่งข้าหลวง หรือผู้ว่าราชการจังหวัดมาปฏิบัติหน้าที่ และในช่วง "พระเกษตรสรรพกิจ" ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ดำริให้มีการทอดกฐินสามัคคีขึ้นในจังหวัดและคงเห็นว่า งานประเพณีแข่งเรือที่มีอยู่เดิมนั้น เป็นประเพณีสำคัญสืบต่อกันมานานแล้ว จึงจัดให้มีการแข่งเรือในเทศกาลทอดกฐินนี้ด้วย รางวัลในขณะนั้นก็มีเพียงได้รับ ธงปักหัวเรือผืนเดียว เฉพาะลำที่ชนะที่ 1 เท่านั้น เรือที่ไ้ด้รับรางวัลปีนั้นคือ "เรือบัวพาชมชื่น" หรือ "เรือบัวระพาชมชื่น" ของบ้านน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา

พ.ศ. 2503 หลวงอนุมัติราชกิจ (อั๋น อนุมัติราชกิจ) ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ขอพระกฐินพระราชทานเรียกว่า "กฐินหลวง" นำไปทอดที่วัดหลวงกลางเวียง (ปัจจุบันคือ พระธาตุช้างค้ำวรวิหาร พระอารามหลวง) จึงจัดให้มีการแข่งเรือชิงรางวัล การแข่งขันเรือประเพณีในปีนั้นจึงเป็น การแข่งเรือกฐินพระราชทาน

พ.ศ. 2522 พท.นพ.อุดม เพชรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กำหนดให้มีการแข่งเรือประเพณีนัดเปิดสนามในงานประเพณีตานก๋วยสลากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 น่าน) ประมาณเดือนกันยายน และให้กาีรแข่งเรือประเพณีนัดเปิดสนามในงานทอดกฐินพระราชทาน ซึ่งกำหนดในวันเสาร์-อาทิตย์ หลังออกพรรรษา ประมาณ เดือนตุลาคม

พ.ศ. 2525 นายชัยวัฒน์ หุตะเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่า่น ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลประเภทเรือใหญ่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานให้กับเรือแข่งที่ชนะเลิศในปี พ.ศ. 2526 เรือแข่งขุนน่าน บ้านศรีบุญเรือง อำเภอภูเพียง ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัล เป็นปีแรก

พ.ศ. 2526 นายประกอบ แพทยกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเรือกลาง จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเรือเล็กจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

พ.ศ. 2527 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมร ได้เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการแข่งขันเรือประเพณีจังหวัดน่าน และได้พระราชทานถ้วยรางวัลให้แก่เรือแข่งที่ชนะเลิศในการแข่งขัน

พ.ศ. 2536 สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเรือประเภทสวยงามจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ จุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ในปีนี้ วิทยาลัยสารพัดช่างน่าน ร่วมกับ กส.บป.ศูนย์น่าน ได้ครองถ้วยพระราชทาน

พ.ศ. 2541 สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศกองเชียร์ ในปีนี้ กองเชียร์บ้านท่าล้อได้รับพระราชทานรางวัลเป็นปีแรก

พ.ศ. 2547 องค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่วมกับสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน อำเภอภูเพียงและสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน จัดการแข่งขันเรือเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นอายุไม่เกิน 20 ปี) นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในปีแรกนี้เยาวชนบ้านท่าค้ำ อำเภอท่าวังผานำเรือเทพสุวรรณ ครองถ้วยชนะเลิศ
วิวัฒนาการของการขุดเรือแข่งเมืองน่าน
เรือแข่งเมืองน่านเป็นเรือแข่ที่ขุดจากไ้ม้เืนื้อแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ตะเคียนทอง มีความยาวประมาณ 9-16 วา(18-32 เมตร) เพราะมีความเชื่อว่า ไม้ตะเคียนเป็นต้นไม้ที่มีผีสางรุกขเทวดาอารักษ์สิงสถิตอยู่ เมื่อนำมาขุดเรือและดูแลรักษาให้ดีจะมีคุณ แต่เหตุผลที่แท้จริงไม้ตะเคียนเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ผุกร่อนง่ายอีกทั้งยังเป็นไม้ที่ลอยน้ำได้ดี วิวัฒนาการของการขุดเรือแข่งเมืองน่าน สามารถแบ่งได 2 ยุค คือ
1. ยุคดั้งเดิมเมืองน่าน

จวบจนปัจจุบันนี้ เทศกาลแข่งเรือจังหวัดน่าน จะเริ่มต้นโดยถือเอาวันถวายทานสลากภัตของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวันเริ่มแข่งเรือ เป็นนัดเปิดสนาม อำเภอเมืองน่าน จะมีก่อนวัดอื่นๆ ในจังหวัดน่าน เพราะถือว่าเป็นพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวัดหลวง จึงยึดเอางานสลากภัตวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นการเปิดสนามเรือแข่งของจังหวัดน่านในแต่ละปี ซึ่งสลากภัตจะไปสิ้นสุดเมือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เหนือน่าน เป็นวันนัดปิดสนาม จบเทศกาลแข่งเรือน่าน

เรือแข่งเมืองน่าน อดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สวยงาม ซึ่งการแข่งเรือถือเป็นประเพณีเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่โบราณ แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและความผูกพันของผู้คนมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน การแข่งเรือนอกจากจะแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน เชื่อมความสามัคคี ใช้เป็นกีฬาต้านยาเสพติด แล้วยังเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอีกด้วย..

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ภูมิปัญญาบ้านฉัน


“ผ้าทอชาวไทลื้อ” ดึงภูมิปัญญาขายท่องเที่ยวโอทอปเมืองน่าน


ผลงานผ้าทอไทลื้อ ของชุมชนบ้านหนองบัว
        ผ้าทอลายน้ำไหล ผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อ จังหวัดน่าน เมืองเก่า ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมโบราณของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสันนิฐานว่าการออกแบบลายผ้าทอชาวไทลื้อ สืบเชื้อสายมาจากชาวไทลื้อในดินแดนสิบสองปันนา ประเทศจีน อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2379 
     
       โดยตั้งถิ่นฐานที่บ้านล้าหลวง อ.เชียงคำ จ.พะเยา และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน และบ้านดอนมูล อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยการนำของเจ้าหลวงเมืองล้า ชาวไทลื้อ มีภาษาพูด และประเพณีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และรักษาสืบทอดจนถึง “ผ้าทอชาวไทลื้อ” ดึงภูมิปัญญาขายท่องเที่ยวโอทอปเมืองน่าน
    ปัจจุบันนี้ ประวัติดังกล่าวได้ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นฝีมือช่างสกุลลื้อ ที่ได้วาดลวดลายของผ้าซิ่นของผู้หญิงในรูปเป็นลายผ้าซิ่นทั้งหมดด้วยผ้าทอลายน้ำไหลที่ดัดแปลงมาจากผ้าลายชาวลื้อ สมัยแรกๆ นิยมใช้ไหมเงิน และไหมคำด้านลายผ้าตรงส่วนที่เป็นหยักของกระแสน้ำ จากนั้นใช้ลายมุกรูปสัตว์แทรกเพื่อแสดงว่าผู้คิดลายน้ำไหล ไม่ได้ลอกแบบของชาวลื้อมาทั้งหมด ผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อเริ่มทอกันครั้งแรกที่บ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นศิลปะการทอผ้าด้วยมือ 
     
       สาเหตุที่เรียกผ้าทอลายน้ำไหล เพราะลวดลายที่อออกมามีลักษณะเหมือนลายน้ำไหล จึงเรียกว่าผ้าลายน้ำไหล แต่ปัจจุบันได้คิดพลิกแพลงลวดลายต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย และได้ขยายพื้นที่การทอผ้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงเรียกชื่อเดิมว่าผ้าลายน้ำไหล ผ้าทอลายน้ำไหลจังหวัดน่าน ปัจจุบันมีการทอลวดลายต่างๆ มากมาย เช่น ลายน้ำไหล มีลักษณะเป็นคลื่นเหมือนขั้นบันไดมองดูเหมือนสายน้ำกำลังไหลเป็นทางยาว นับว่าเป็นลายต้นแบบ และดั้งเดิม จึงเรียกลายน้ำไหล
“ผ้าทอชาวไทลื้อ” ดึงภูมิปัญญาขายท่องเที่ยวโอทอปเมืองน่าน
ชาวบ้านกลุ่มทอผ้า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
        นอกจากนี้ ลายจรวด เป็นการเพิ่มหยักในลายน้ำไหลเป็นลายที่มีลักษณะคล้ายจรวดกำลังพุ่ง หรือตอปิโด ลายดอกไม้หรือลายแมงมุม เมื่อนำผ้าลายน้ำไหลมาต่อกันมีจุดช่องว่างตรงกลางเติมเส้นลายขาเล็กๆ แยกออกรอบตัว มองดูคล้ายดอกไม้หรือแมงมุม เรียกว่าลายดอกไม้หรือ ลายแมงมุม ลายปลาหมึก มีลักษณะลวดลายคล้ายแมงมุม แต่ทิ้งหางยาวกว่าลายแมงมุม ลายเล็บมือนาง คือ การนำลายน้ำไหลมาหักมุมให้ทู่ และทอสอดสีด้ายให้เลี่ยมเป็นชั้นๆ ลายธาตุ เป็นลวดลายที่ประยุกต์ขึ้นมาตามลักษณะคล้ายเจดีย์เป็นชั้นๆ ยอดเจดีย์ปลายแหลม ลายกาบ ลักษณะใช้เส้นฝ้ายหลายสีทอซ้อนกันหลายชั้นเป็นกาบ ลายใบมีด มีลักษณะการสอดสีด้ายหลายๆ สีในผืนผ้าดูลักษณะเหมือนใบมีดโกนบางๆ สบับสีหลายสีในผืนผ้า สำหรับลายลายน้ำไหลเป็นลายที่มีความนิยม และมียอดจำหน่ายมากที่สุด และนอกจากนี้ ยังมีลายแมงมุมสลับกับลายน้ำไหลเพื่อเพิ่มความสวยงาม
“ผ้าทอชาวไทลื้อ” ดึงภูมิปัญญาขายท่องเที่ยวโอทอปเมืองน่าน
การย้อมผ้าแบบสีธรรมชาติ
        ในส่วนของผู้ผลิตผ้าลายน้ำไหล ต้นตำรับดั้งเดิมอยู่ที่ บ้านหนองบัว หมู่บ้านของชาวไทลื้อเชื้อสายเมืองล้า โดยเริ่มทอผ้ามาไม่น้อยกว่า 150 ปี ปัจจุบัน ผ้าทอลายน้ำไหล ของบ้านหนองบัว ไม่ได้ขายกันเฉพาะในชุมชน แต่เป็นสินค้าภูมิปัญญาที่ทำขึ้นมาขายเป็นของฝากของนักท่องเที่ยวด้วย แต่เดิมการทอผ้าของบ้านหนองบัว จะเป็นลกัษณะของการทอแบบของใครของมัน จนกระทั่ง ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้มาสอนเทคนิคการย้อมผ้าสีธรรมชาติ จึงได้เกิดการรวมตัวและเกิดเป็นกลุ่มสตรีทอผ้าขึ้น

 โดยมีนางจันทร์สม พรหมปัญญา เป็นประธานกลุ่ม เมื่อปี 2523 และแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 จุด จุดแรกที่บ้าน นางจันทร์สม และจุดที่สองที่บ้านคุณดวงศรี และก็มีการกระจัดกระจายไปตามครัวเรือนต่างๆ ที่มีกี่กระตุกเครื่องทอผ้า 
“ผ้าทอชาวไทลื้อ” ดึงภูมิปัญญาขายท่องเที่ยวโอทอปเมืองน่าน
        ทั้งนี้ หลังจากนั้นนางจันทร์สม ได้นำผ้าทอของตนเองไปร่วมออกงานตามสถานที่ราชการในจังหวัดหลายแหง จนกระทั่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ได้เห็นถึงฝีมือ และความสวยงามของผ้าทอ จึงได้นำไปถวายสมเด็จพระราชชนนี (สมเด็จย่า) และติดป้ายผ้าทอบ้านหนองบัว ตรงจุดนี้เองทำให้ผ้าทอของป้าจันทร์สมได้รับความสนใจ และเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
     
       ป้าจันทร์สม เล่าว่า เริ่มกิจการทอผ้าของตนเองเมื่อปี 2521 ซึ่งช่วงเริ่มต้น 3-4 ปีแรก ได้รับความสนใจอย่างมาก มีพ่อค้าคนกลางมาจากหลายแห่ง รวมถึงนักท่องเที่ยว จะต้องแวะเวียนเข้ามาชมและซื้อผ้าทอกันถึงบ้าน เพราะไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายที่อื่นๆ แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในช่วงหลัง ผ้าทอลายน้ำไหล มีการทอกันมาก มีผู้ผลิตจากหมู่บ้านอื่นๆ หันมาทำผ้าทอในลวดลายเช่นเดียวกับเรา ออกจำหน่าย ต้องยอมรับว่า แม้เราจะเป็นต้นตำรับ แต่ก็ได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าไม่ได้มองว่าต้องมาซื้อถึงแหล่งผลิต ของเรา สามารถหาซื้อที่อื่นๆที่สะดวกกว่า ปัจจุบันยอดขายของเราก็ลดลงไปมาก
“ผ้าทอชาวไทลื้อ” ดึงภูมิปัญญาขายท่องเที่ยวโอทอปเมืองน่าน
ลวดลายผ้าทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่สอดลิ้ม
        ทั้งนี้ ในส่วนของช่องทางการขาย ทางบ้านหนองบัว ยังคงยึดช่องทางการขาย เดิม คือ ในวัดหนองบัว และที่บ้านป้าจันทร์สม เพราะต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับผ้าทอลายน้ำไหลของชาวไทลื้อ มีขายเพียงแห่งเดียว นักท่องเที่ยวต้องมาซื้อที่แหล่งผลิตที่บ้านหนองบัวเท่านั้น ถึงจะได้ของแท้ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาซื้อผ้าจากที่แหล่งผลิตนี้เท่านั้น
     
       สำหรับยอดขายต่อเดือนประมาณ 30-40 ผืน ราคาขายต่อผืนประมาณ350- 450 บาท โดยทางกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 19 คน ส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างจากการทำการเกษตร มารวมกลุ่มทอผ้า มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อคนประมาณเดือนละ 3,000-4,000 บาท และนอกจากจะขายเป็นผ้าซิ่น แบบดั้งเดิม ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนแปรรูปออกมาเป็นกระเป๋า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าม่าน เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสการขายใหม่อีกทางหนึ่ง ด้วย